การปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส ค.ศ. 1789

การปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส ค.ศ. 1789

Liberty leading the people

Liberty leading the people

1. ภูมิหลังก่อนการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส ค.ศ. 1789

นับตั้งแต่สมัยกลางเป็นต้นมา กษัตริย์ฝรั่งเศสทรงพยายามรวบรวมอำนาจการปกครองซึ่งแต่เดิมกระจัดกระจายอยู่กับเจ้าผู้ครองนครตามระบอบศักดินาสวามิภักดิ์มาเป็นของพระองค์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 15-17 สถาบันกษัตริย์มีอำนาจและความมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV ค.ศ. 1643-1715) เนื่องจากพระองค์ทรงสามารถควบคุมอำนาจและบทบาททางการเมืองของชนชั้นอภิสิทธิ์ซึ่งได้แก่ พวกพระและขุนนางไว้ได้ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงกลายเป็นระบอบการปกครองที่มีอำนาจอย่างเด็ดขาดในฝรั่งเศส จนมีคำกล่าวว่า กษัตริย์คือรัฐ และที่มาแห่งอำนาจทั้งปวง

ภายใต้อำนาจอันล้นพ้นของกษัตริย์ฝรั่งเศสมี สภาฐานันดร (les états généraux : Estates General) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับรัฐสภาของอังกฤษ คอยช่วยในการบริหารประเทศ สมาชิกของสภาฐานันดรประกอบด้วย ตัวแทนของฐานันดรที่หนึ่งและฐานันดรที่สอง ซึ่งได้แก่ชนชั้นอภิสิทธิ์ คือ พวกพระ ขุนนาง และเจ้า และฐานันดรที่สามซึ่งได้แก่ สามัญชนทั่วไป  ปกติสภาฐานันดรจะเปิดประชุมกันต่อเมื่อกษัตริย์ทรงมีพระราชประสงค์จะปรึกษาหารือ หรือให้ช่วยตัดสินวิกฤตการณ์ทางการเมือง สังคม หรือปัญหาสำคัญๆของประเทศ แต่ภายหลังจากที่กษัตริย์ทรงควบคุมอำนาจการปกครองไว้ได้ สภาฐานันดรก็มีบทบาททางการเมืองน้อยมาก และไม่เคยเปิดประชุมมาเป็นเวลานานกว่า 150 ปี อนึ่ง สภาฐานันดรของฝรั่งเศสไม่อาจถือเป็นสถาบันตัวแทนของปวงชนได้ เนื่องจากชนชั้นอภิสิทธิ์สามารถควบคุมและรักษาผลประโยชน์ของพวกตนไว้ ทั้งนี้เพราะการนับคะแนนเสียงจะถือว่าแต่ละฐานันดรมีคะแนนเสียงหนึ่งเสียง ฐานันดรที่หนึ่งและฐานันดรที่สองจึงมักรวมตัวกันเป็นฝ่ายชนะฐานันดรที่สามด้วยคะแนนเสียงสองต่อหนึ่งอยู่เสมอ ข้อเรียกร้องทางการเมืองและสังคมของสามัญชนหรือฐานันดรที่สาม จึงมักถูกปฏิเสธและได้รับการเพิกเฉย

2. สาเหตุของการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส ค.ศ. 1789

2.1 ปัญหาด้านการเมือง

2.1.1 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงไม่เข็มแข็งพอไม่มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารประเทศจึงเปิดโอกาสให้คณะ บุคคลบางกลุ่มเข้ามามีสิทธิร่วมในการบริหารประเทศ

พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (Portrait of Louis XVI) โดย Antoine-François Callet (1741–1823)

พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (Portrait of Louis XVI) โดย Antoine-François Callet (1741–1823)

2.1.2 สภาท้องถิ่น (Provincial Estates) เป็นสภาที่มีอยู่ทั่วไปในฝรั่งเศส และตกอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของขุนนางท้องถิ่น เริ่มกลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้ง
2.1.3. สภาปาลมองต์ (Parlement) หรือศาลสูงสุดของฝรั่งเศส ทำหน้าที่ให้การปรึกษากับกษัตริย์มีสิทธิ์ยังยั้งการออกกฎหมายใหม่ (Vito) ซึ่งเป็นสภาที่เป็นปากเป็นเสียงของประชนเคยถูกปิดไปแล้ว กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงยอมให้สภาปามองต์แสดงบทบาทสามารถต่อรองขอสิทธิบางอย่างทางการเมือง
2.1.4 สภาฐานันดรหรือสภาทั่วไป (Estates General) ที่จัดตั่งขึ้นในยุคกลางในสมัยพระเจ้าฟิลลิที่ 4 เพื่อต่อต้านอำนาจของสันตะปาปา ซึ่งมีผลทำให้เกิดชนชั้นของประชาชน 3 ชนชั้นคือ พระ ขุนนาง และสามัญชน, ในปี ค.ศ. 1789 สถานะทางด้านการคลังของประเทศเกิดปัญหาขาดดุลอย่างหนัง ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เปิดสภานี้ขึ้นมาใหม่หลังจากจากที่ถูกปิดไปถึง 174 ปี เพื่อขอเสียงสนับสนุนจากตัวแทนของประชาชนในการขอเก็บภาษีเพิ่มขึ้น แต่เกิดปัญหาการนับคะแนนเสียงขึ้น จนกลายเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติในเดือน กรกฎาคม ค.ศ. 1789
2.1.5 ประเทศฝรั่งเศสไม่มีรัฐธรรมนูญ ทำให้การปกครองเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และประชาชนไม่ได้รับการคุ้มครอง

2.1.6 ความเสื่อมโทรมของระบอบการปกครองแบบเก่า กษัตริย์ฝรั่งเศสในระบอบสมบูรณาญาสิทธิ-

ราชย์ ทรงมีพระราชอำนาจเป็นล้นพ้นไม่มีขอบเขตจำกัดและทรงอยู่เหนือกฎหมายของบ้านเมืองโดยเฉพาะในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มีหลายครั้งที่ทรงใช้อำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชน ทรงไม่สนพระทัยการบริหารบ้านเมือง อีกทั้งยังทรงอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระนางมารี อังตัวเนตต์ (Marie Antoinette) พระราชินี ซึ่งทรงนิยมใช้จ่ายในพระราชสำนักอย่างฟุ่มเฟือย

 

2.2 ปัญหาทางเศรษฐกิจ 

2.2.1 ฝรั่งเศสกำลังประสบภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากการใช้จ่ายเพื่อการทำสงครามต่าง ๆ โดยเฉพาะในสงครามประกาศอิสรภาพของชาวอเมริกัน ระหว่าง ค.ศ.1776 – 1781 เพื่อสนับสนุนให้ชาวอาณานิคมอเมริกาต่อสู้กับอังกฤษ

ด้วยสาเหตุดังกล่าว รัฐบาลของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (Louis XVI, ค.ศ. 1776-1792) จึงมีนโยบายจะเก็บภาษีอากรจากประชาชนเพื่อชดเชยรายจ่ายที่ต้องสูญเสียไป จึงสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ

2.2.2 สืบเนื่องมาจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยในราชสำนัก เป็นปัญหาสั่งสมมาจนถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16

2.2.3 เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมมาสู่ภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดวิกฤตการทางการเกษตร ราคาอาหารสูงขึ้นไม่สมดุลกับค่าแรงที่ได้รับ การเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นมา คือชนชั้นกลาง (พ่อค้า นายทุน) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปฏิวัติ

2.2.4  พระเจ้าหลุยส์ไม่สามารถตัดค่าใช้จ่ายในราชสำนักได้ แต่ก็พยายามแก้ไขโดย
– ปรับปรุงการเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อให้เกิดการไม่พอใจในกลุ่มคนบางกลุ่มที่ไม่เคยเสียภาษี
– เพิ่มการกู้เงิน ซึ่งก็ช่วยทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยมากขึ้นด้วยเช่นกัน
– ตัดรายจ่ายบางประการ เช่น การเลิกเบี้ยบำนาญ ลดจำนวนค่าราชการ ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการ ยังส่งผลถึงการทำงานของราชการไม่มีประสิทธิภาพ
การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากแก้ไขที่ไม่ตรงจุด จึงไม่สามารถตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงไปได้

2.3 ปัญหาด้านสังคม

Troisordres (The Third Estate carrying the Clergy and the Nobility on its back)

Troisordres (The Third Estate carrying the Clergy and the Nobility on its back)

2.3.1 ความเหลื่อมทางสังคม  ฝรั่งเศสมีโครงสร้างทางสังคมแบบชนชั้น โดยฐานะของผู้คนในสังคมมีสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ  ชนชั้นอภิสิทธิ์และชนชั้นสามัญชน แต่ในทางปฏิบัติทางการจะแบ่งฐานะของพลเมืองออกเป็น 3 ชนชั้นหรือ 3 ฐานันดร  ( Estates )  ได้แก่

ฐานันดรที่ 1  คือ พระและนักบวชในคริสตศาสนามีประมาณ 115,000 คน ยังแบงเปนกลุมยอยอีก 2 กลุมคือ

1. นักบวชชั้นสูง เชน มุขนายก คารดินัล พวกนี้จะใชชีวิตอยางหรูหรา

2. นักบวชชั้นต่ำ ไดแกนักบวชทั่วไป มีฐานะใกลเคียงกับชนชั้นใตปกครอง โดยมากมีชีวิตคอนขาง

แรนแคน

ฐานันดรที่ 2 คือ ขุนนางและชนชั้นสูง มีประมาณ 400,000 คน แบงเปนกลุมยอย 3 กลุมคือ

1. ขุนนางโดยเชื้อสาย (La noblesse d’épée) สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางตางๆ

2. ขุนนางรุนใหม (La noblesse de robe) ไดรับตําแหนงจากการรับใชพระมหากษัตริย มักจะมี  ความกระตือรือรนที่จะไดรับการยอมรับจากสังคมเทาขุนนางพวกแรก

3. ขุนนางทองถิ่น (La noblesse de province) มีฐานะไม่ดีเท่า ขุนนางสองประเภทแรกไมได มักจะ  โจมตีชนชั้นปกครองพวกอื่นเรื่องการเอาเปรียบสังคม

ฐานันดรที่ 3 คือ สามัญชนสวนใหญเปนชาวนาที่ยากจนรวมทั้งพวกชนชั้นกลาง เชน พอคา ชางฝมือและปญญาชน เป็นต้น มีประมาณ 25.5 ลานคนในสมัยนั้น

ฐานันดรที่ 1 คือ พระและนักบวชในคริสต์ศาสนา และฐานันดรที่ 2 คืน ขุนนางและชนชั้นสูง ทั้งสองฐานันดรเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ มีจำนวนประมาณร้อยละ 2 ของจำนวนประชากรทั้งหมด มีชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบายและหรูหรา ไม่ต้องเสียภาษี

ฐานันดรที่ 3 คือ สามัญชน ส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ยากจนและถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก การจ่ายเงินค่าเช่าที่ดิน และการถูกเกณฑ์ไปรบ รวมทั้งพวกชนชั้นกลาง เช่น พ่อค้า ช่างฝีมือ และปัญญาชน ฯลฯ

2.3.2 การรับอิทธิพลทางความคิดของชาวต่างชาติ จาการที่ฝรั่งเศสเข้าไปช่วยสหรัฐอเมริกาทำสงครามประกาศอิสภาพจากอังกฤษ จึงทำให้รับอิทธิพลทางความคิดด้านเสรีภาพนั้นกลับเข้ามาในประเทศด้วย อิทธิพลทางความคิดที่สำคัญที่รับมาคือจากบรรดานักปรัชญากลุ่ม ฟิโลซอฟส์ (Philosophes) นักปรัชญาคนสำคัญคือ วอร์แตร์, จอห์น ล็อค, รุสโซ่

สาเหตุปัจจุบันของการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789
เมื่อ ประเทศฝรั่งเศสประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจจนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รัฐบาลตองการแกไขปญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจโดยเก็บภาษีอากรที่ดินจากพลเมืองทุกฐานันดร พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จึงทรงเปิดประชุมสภาฐานันดร (Estates General) ในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1789 การเปดประชุมสภาฐานันดร ซึ่งประกอบดวยผูแทนของฐานันดรทั้ง 3 ฐานันดร เกิดความขัดแยงจากการประชุมสภาฐานันดร  เนื่องจากผูแทนของแตละฐานันดรถูกจัดใหแยกสถานที่ประชุมทําใหฐานันดรที่ 3 (จํานวน 610 คน) ไมพอใจและเรียกรองใหเปดประชุมรวมกันทําใหการประชุมลาชาไปหลายสัปดาหเพื่อขอคะแนนเสียงของตัวแทนของประชาชนทุกกลุ่มช่วยกันแก้ไขปัญหาทางการคลัง แต่ได้เกิดปัญหาขึ้นเพราะกลุ่มฐานันดรที่ 3 เรียกร้องให้นับคะแนนเสียงเป็นรายหัว แต่กลุ่มฐานันดรที่ 1 และ 2 ซึ่งได้ร่วมมือกันเสมอนั้น เสนอให้นับคะแนนเสียงแบบกลุ่ม จึงทำให้กลุ่มฐานันดรที่ 3 เดินออกจากสภา แล้วจัดตั้ง สภาแห่งชาติ (National Assombly)

การประชุมสภาฐานันดรแห่งชาติ (Estates General May 5, 1789 ) โดย J.M. Moreau Le Jeune.

ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1789 สภาแห่งชาติได้ย้ายไปประชุมที่สนามเทนนิส (Tennis Court Oath) และร่วมสาบานว่าจะไม่ยอมแพ้และไม่ยอมแยกจากกันจนกว่าจะได้รับชัยชนะ และต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใช้ในการปกครองประเทศ
ในขณะเดียวกันกับ ความวุ่นวายได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปารีส และได้ขยายตัวออกไปทั่วประเทศ ฝูงชนชาวปารีสได้รับข่าวลือว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กำลังจะส่งกำลังทหารเข้ามาปราบปรามความฝูงชนที่ก่อวุ่นวายในปารีส
ดังนั้น ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 ฝูงชนจึงได้ร่วมมือกันทำลายคุกบาสตีล (Bastille) ซึ่งเป็นสถานที่คุมขังนักโทษทางการเมือง และถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองในระบอบเก่า

3. เหตุการณ์การปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส ค.ศ. 1789

การเปิดประชุมรัฐสภา ที่ไม่ได้เปิดประชุมตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1614 เมื่อรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจโดยเก็บภาษีอากรที่ดินจากพลเมืองทุกฐานันดร จึงต้องเรียกประชุมรัฐสภา ที่เรียกว่า “สภาฐานันดรแห่งชาติ” (les états généraux : Estates  General ) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนของฐานันดรทั้ง 3 ฐานันดร  ได้มีการประชุมที่พระราชวังแวร์ซายส์ในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1789 การประชุมครั้งนี้ใช้ระบบลงคะแนนคือ 1 ฐานันดรต่อ 1 เสียง ซึ่งไม่ยุติธรรม เพราะฐานันดรที่สามซึ่งมีจำนวนถึง 90% ของประชากรกลับได้คะแนนเสียงเพียง 1 ใน 3 ของสภา และวิธีการลงคะแนนนี้จะทำให้ฐานันดรที่สามไม่มีทางมีเสียงเหนือกว่า 2 ฐานันดรแรก โดยเสนอให้ลงคะแนนแบบ 1 คน 1 เสียงแทน เมื่อข้อเสนอนี้ถูกปฏิเสธ ทำให้ตัวแทนฐานันดรที่ 3 ไม่พอใจเป็นอย่างมากจึงไม่เข้าร่วมการประชุม และไปตั้งสภาของตนเองเรียกว่า สมัชชาแห่งชาติ (Assemblée Nationale : National Assembly) ซึ่งเปิดประชุมเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ปีเดียวกัน สภานี้ยังมีตัวแทนจากฐานันดรที่ 1, 2 บางส่วนเข้าร่วมประชุมด้วย ได้แก่ตัวแทนส่วนใหญ่ของชนชั้นนักบวช และตัวแทนที่เป็นขุนนางหัวสมัยใหม่นำโดยมิราโบ (Honoré Mirabeau)

ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1789 สภาแห่งชาติได้ย้ายไปประชุมที่สนามเทนนิส (Tennis Court Oath) และร่วมสาบานว่าจะไม่ยอมแพ้และไม่ยอมแยกจากกันจนกว่าจะได้รับชัยชนะ และต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใช้ในการปกครองประเทศ

วันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 Camille Desmoulins กล่าวสุนทรพจน์ ใน gardens of the Palais Royale กระตุ้นให้ชาวปารีสจับอาวุธ

Prise de la Bastille โดย Jean-Pierre Houël (1735-1813)
Prise de la Bastille โดย Jean-Pierre Houël (1735-1813)

เหตุการณ์บุกทลายคุกบาสตีล (Bastille) เมื่อมีข่าวว่ารัฐบาลของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เตรียมใช้กำลังทหารเข้าสลายการประชุมสมัชชาแห่งชาติ ประชาชนชาวกรุงปารีสจึงลุกฮือขึ้นจับอาวุธเพื่อสนับสนุนกลุ่มสมัชชาแห่งชาติ และบุกเข้าทำลายคุกบาสตีล เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 ซึ่งเป็นสถานที่คุมขังนักโทษทางการเมือง และเป็นสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ของการปกครองระบอบเก่า

ความสำคัญของการบุกทำลายคุกบาสตีล ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดของการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789  เพราะกษัตริย์ ขุนนาง และชนชั้นสูง ต้องยอมสละอำนาจให้แก่สมัชชาแห่งชาติ และพระเจ้าหลุยส์ ที่ 16 ทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปกครองครั้งนี้

4. ผลกระทบจากการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส ค.ศ. 1789

4.1 การยุติสิทธิพิเศษต่าง ๆ สภาสมัชชาแห่งชาติ  (Assemblée Nationale) ได้ประกาศว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน และล้มเลิกสิทธิการงดเว้นภาษีของคณะสงฆ์ รวมทั้งให้ทุกคนมีโอกาสในการประกอบอาชีพทุกอย่างเท่าเทียมกัน ภายหลังจากการลงมติของสภาฯ ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ คือวันที่ 3-4 สิงหาคม 2332 ซึ่งได้รับมติสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากสมาชิกสภา

4.2 คำประกาศสิทธิของมนุษย์และพลเมือง (La déclaration des droits de l’homme et du citoyen) เป็นคำประกาศที่ปูทางไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากปรัชญารู้แจ้ง (Enlightened) ซึ่งเป็นปรัชญาที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น และคำประกาศนี้ได้แบบอย่างจากรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ คำประกาศนี้ผ่านการพิจารณาของสภาฯ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 1789 มีเนื้อหาหลักแสดงถึงหลักการพื้นฐานของการปฏิวัติ ภายใต้คำขวัญที่ว่า “เสรีภาพ,เสมอภาค,ภราดรภาพ” โดย
      เสรีภาพ (Liberty) คือ การเน้นในเสรีภาพของบุคคล หรือ ปัจเจกชนนิยม และได้ขยายไปในเรื่องเสรีภาพในด้านความคิด ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาหาความรู้ การพิมพ์และเผยแพร่ข่าวสาร รวมทั้งเสรีภาพในทางการเมือง
      เสมอภาค (Equality) คือ ความเท่าเทียมกันตามกฎหมายของปัจเจกชน ความเสมอภาค ขึ้นอยู่กับหลักความเที่ยงธรรม ความเท่าเทียมกันในเรื่อง สิทธิและหน้าที่ เช่น ความเท่าเทียมในด้านการเสียภาษี การรับใช้ชาติโดยการเป็นทหาร และสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง
      ภราดรภาพ (Fraternity) คือ ความเป็นพี่เป็นน้องกัน มนุษย์ทุกคนจะต้องมีความเท่าเทียมกันและปฏิบัติต่อกันดุจพี่น้อง ความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ คือ การไม่เน้นผิวพรรณ หรือ เผ่าพันธุ์

ในขณะนั้นมีข่าวลือในหมู่ประชาชนว่าจะมีการยึดอำนาจคืนของฝ่ายนิยมระบอบเก่า เมื่อชาวปารีสรู้ข่าวก็มีการตื่นตัวกันขนานใหญ่ ดังนั้นประชาชนชาวปารีสซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิง ได้เดินขบวนไปยังพระราชวังแวร์ซายส์และเชิญพระเจ้าหลุยส์พร้อมทั้งราชวงศ์มา ประทับในกรุงปารีส ในวันที่ 5-6 ตุลาคม ปีเดียวกัน โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่อนุรักษ์นิยมตามเสด็จกลับกรุงปารีสด้วย

สำหรับสภาสมัชชาแห่งชาติ  (Assemblée Nationale)  ในขณะนั้นประกอบด้วยสมาชิกที่หัวก้าว

หน้าเป็นส่วนมาก แต่มีภารกิจสำคัญอันดับแรกของสภาคือการดำรงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ ดังนั้นจึงยังไม่มีการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ในขณะนั้น

4.3 การปฏิรูปครั้งใหญ่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของฝรั่งเศสมีผลบังคับใช้เมื่อปลายปี ค.ศ. 1789 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้

  • ตำแหน่งต่าง ๆ ในราชการไม่สามารถตกทอดไปยังลูกหลาน
  • จังหวัดต่าง ๆ ถูกยุบ, ประเทศถูกแบ่งเป็น 83 เขต (départements)
  • ศาลประชาชนถูกก่อตั้งขึ้น
  • มีการปฏิรูปกฎหมายของฝรั่งเศส
  • การเวนคืนที่ธรณีสงฆ์ แล้วนำมาค้ำประกันพันธบัตร ที่ออกเพื่อระดมทุนจากประชาชน มาแก้ไขปัญหาหนี้ของประเทศ

4.4 การปฏิรูปสถานะของพระสงฆ์  นอกจากที่ธรณีสงฆ์จะถูกเวนคืนแล้ว การปกครองของคณะสงฆ์ในประเทศฝรั่งเศสก็ยังถูกเปลี่ยนแปลง ตามกฎหมายการปกครองคณะสงฆ์ฉบับใหม่ที่ออกเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1790  โดยใช้การปกครองประเทศเป็นแม่แบบ คือกำหนดจำนวนสังฆราช (évêque) ไว้เขต (département) ละ 1 ท่าน และให้เมืองใหญ่แต่ละเมืองมีอัครสังฆราช (archévêque) 1 ท่าน โดยสังฆราชและอัครสังฆราชแต่ละท่านจะถูกเลือกโดยสมัชชาแห่งชาติ และได้รับเงินเดือนจากรัฐบาล นอกจากนี้ ผู้ที่จะมาเป็นพระสงฆ์ในทุกระดับจะต้องสาบานตนว่าจะจงรักภักดีต่อประเทศอีก ด้วย

4.5 การจับกุม ณ วาแรน  มีข่าวลือสะพัดอย่างหนาหูว่า พระนางมารี อองตัวเนตนั้น ได้แอบติดต่อกับพี่ชายของพระองค์ คือจักรพรรดิลีโอโปลด์ที่ 2 แห่งออสเตรีย เพื่อที่จะให้จักรพรรดิยกทัพมาโจมตีฝรั่งเศสและคืนอำนาจให้ราชวงศ์ พระเจ้าหลุยส์นั้น ไม่ได้พยายามหนีออกนอกประเทศหรือรับความช่วยเหลือ แต่จะทรงหนีไปตั้งมั่นอยู่กับนายพลบุยเล่ ที่จงรักภักดีและสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่พระองค์ พระองค์เสด็จออกจากพระราชวังตุยเยอรีในตอนกลางคืนของวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1791 แต่ทรงถูกจับได้ที่เมืองวาแรน ในวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 1791   ส่งผลให้ความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อพระองค์นั้นลดลงอย่างมาก พระองค์ถูกนำตัวกลับมากักบริเวณในกรุงปารีส

สภาคอนเวนชัน (Convention)  เปนสภาที่ตั้งขึ้นใหมเพื่อทําหนาที่รางรัฐธรรมนูญฉบับใหมไดลงมติยกเลิกการปกครองระบอบกษัตริยและประกาศใหฝรั่งเศสเขาสู “สมัยสาธารณรัฐสมัยที่ 1” เมื่อวันที่ 21

กันยายนค.ศ.1792 และลงมติใหประหารชีวิตประเจาหลุยสที่ 16 และครอบครัวของพระองคในวันที่ 21 มกราคม ค.ศ.1793

4.6 การสิ้นสุดของสภาร่างรัฐธรรมนูญ แม้ว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของสภาฯ จะนิยมระบอบประชาธิป-

ไตยโดยให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ มากกว่าระบอบสาธารณรัฐก็ตาม แต่ ณ ขณะนั้น พระเจ้าหลุยส์ก็ไม่ได้มีบทบาทมากไปกว่าหุ่นเชิด พระองค์ถูกบังคับให้ปฏิญาณตนต่อรัฐธรรมนูญ และให้ยอมรับเงื่อนไขที่ว่า เมื่อพระองค์กระทำการใดๆที่จะชักนำให้กองทัพต่างชาติมาโจมตีฝรั่งเศส หรือ กระทำสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ให้ถือว่าพระองค์สละราชสมบัติโดยอัตโนมัติ

ขณะเดียวกันนั้น ฌอง ปิแอร์ บริสโซต์ ได้ร่างประกาศโจมตีพระเจ้าหลุยส์ มีสาระสำคัญว่า พระเจ้าหลุยส์ทรงสละราชสมบัติไปตั้งแต่พระองค์เสด็จออกจากพระราชวังทุยเลอรีส์แล้ว ฝูงชนจำนวนมากพยายามเข้ามาใน ชอง เดอ มาร์ส เพื่อลงนามในใบประกาศนั้น ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น สภาร่างรัฐธรรมนูญได้ขอร้องให้เทศบาลกรุงปารีสช่วย รักษาความสงบ แต่ไม่สำเร็จ ในที่สุด กองทหารองครักษ์ ภายใต้การบัญชาการของลาฟาแยตต์ ก็ได้เข้ามารักษาความสงบ ฝูงชนได้ปาก้อนหินใส่องครักษ์ ในช่วงแรก องครักษ์โต้ตอบด้วยการยิงขึ้นฟ้า แต่ไม่สำเร็จ จึงจำต้องยิงปืนใส่ฝูงชน ทำให้ประชาชนตายไปประมาณ 50 คน

หลังจากการสังหารหมู่ครั้งนี้ ทางการก็ได้ดำเนินการปราบปรามพวกสมาคมนิยมสาธารณรัฐต่างๆ รวมทั้งหนังสือพิมพ์ของพวกนี้อีกด้วย หนังสือพิมพ์เพื่อนประชาชน (l’ami du peuple) ของมาราต์ บุคคลที่มีแนวคิดแบบนี้เช่น มาราต์และเดสมูแลงต่างพากันหลบซ่อน ส่วนดังตงหนีไปอังกฤษ

การปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส กินเวลาในชวงระหวางป ค.ศ. 1789-1799 ( พ.ศ.2332-2342) ในการโคนลมระบอบกษัติย หลังจากสถาปนาระบอบสาธารณรัฐสําเร็จแลวไมนาน มีการแยงชิงอํานาจรัฐระหวางกลุมชนชั้นปกครองดวยกันเอง จนนํามาสู ค.ศ. 1799 นายพล นโปเลียน โบนาปารต ยึดอํานาจจากคณะมนตรี และไดรับการแตงตั้งใหเปนกงสุลคนแรกของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งเปนผูปกครองที่มีอํานาจสูงสุด นโปเลียน ดํารงตําแหนงกงสุลในป  ค.ศ.1799 -1803 กอนที่นโปเลียนจะสถาปนาตนเองขึ้นเปนจักรพรรดิในเวลาตอมา หลังจากนั้นฝรั่งเศสตองเปลี่ยนแปลงการปกครองอีกหลายครั้ง สลับกันระหวางแบบกษัตริย กับแบบสาธารณรัฐจน กระทั่ง ปจจุบันฝรั่งเศส ผานกระบวนการสรางระบอบสาธารณรัฐมาถึงสาธารณรัฐ ที่ 5 (ค.ศ. 1958-ปจจุบัน)

Advertisements